นิทาน
นิทานสอนใจ : หัวขโมยผู้ไม่เคยทำความดี
       ในกาลหนึ่ง เมืองพาราณสีได้จัดให้มีงานบวงสรวงครั้งใหญ่ต่อองค์พระศิวะ มหาเทพผู้ทรงเป็นที่ศรัทธายิ่งของชาวพาราณสี ผู้คนทั้งใกล้ไกลรวมไปถึงประชาชนต่างเมืองได้เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงนี้อย่างล้นหลาม เนื่องจากกษัตริย์เมืองพาราณสีโปรดให้จัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
       
       กล่าวถึงพระศิวะมหาเทพ ซึ่งประทับอยู่บนสรวงสวรรค์ก็ทรงทอดพระเนตรงานบวงสรวงครั้งนี้ด้วยความสนพระทัยเช่นกัน จนกระทั่งผ่านไปสามวันตามเวลาบนโลกมนุษย์พระองค์ก็รู้สึกเบื่อหน่าย และเลิกสนพระทัยงานบวงสรวงอันยิ่งใหญ่นั้นไปในที่สุด
       
       เวลานั้นเอง ปาวตี เทพเจ้าอีกองค์หนึ่งได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนพระศิวะ หลังจากสนทนาเรื่องทั่วไปกันอยู่ครู่หนึ่ง ปาวตีจึงกล่าวแสดงความยินดีแก่พระศิวะว่า
       
       “ตอนนี้พวกมนุษย์ได้จัดงานบวงสรวงครั้งยิ่งใหญ่มอบแด่พระองค์ ข้าพระองค์เห็นว่ามีประชาชนมากมายแห่ไปบูชาพระองค์ที่ลานบูชาทุกวันไม่ขาดสาย นั่นแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นที่รักและศรัทธาของมนุษย์ไม่เสื่อมคลาย ข้าพระองค์เห็นแล้วรู้สึกชื่นชมในพระบารมียิ่งนัก”
       
       “อย่าใช้สิ่งที่เจ้าเห็นและคิดเองมาเยินยอข้าเลย ปาวตี” พระศิวะตรัสอย่างไม่นึกยินดีด้วย “จริงอยู่ที่มีฝูงชนมากมายถือดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาข้า แต่พวกเขาไม่ได้มาด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆ บางคนไม่มีความเมตตา บางคนละโมบโลภมาก และมีหลายคนทีเดียวที่จิตใจมัวเมาไปด้วยกิเลส หากเจ้าคิดว่าคนพวกนั้นดั้นด้นมาบูชาข้าด้วยความรักความศรัทธา ก็ขอให้เจ้าคิดใหม่เถิด เพราะแท้ที่จริงแล้ว พวกเขามาเพื่อต้องการขอนั่นขอนี่จากข้ามากมาย ซึ่งข้าไม่มีทางยินยอมให้พรของข้าไปตกอยู่กับมนุษย์ใจต่ำเช่นนั้นหรอก”
       
       แต่ปาวตีกลับเห็นว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้
       
       “พระองค์คือมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะมีผู้มาขอพรบ้างก็ไม่แปลก แต่นั่นอาจจะเป็นส่วนน้อยก็ได้ ข้าพระองค์เชื่อว่าหลายคนมาเพราะประสงค์ที่จะบูชาพระองค์อย่างแท้จริง และผู้บูชาพระองค์ก็คือผู้มีจิตใจสูงส่งทั้งสิ้น”
       
       “หากเจ้าไม่เชื่อ จะลองไปดูไหมเล่า” พระศิวะตรัสถาม
       
       “ดูอย่างไรกันพระองค์” ปาวตีทูลถามอย่างสนใจ
       
       “เรากับเจ้าจะแปลงกายเป็นคนชราไปพิสูจน์น้ำใจมนุษย์พวกนั้นกัน” พระศิวะว่า และเมื่อปาวตียินยอมตามนั้น พระองค์ก็ทรงพาปาวตีลงไปยังโลกมนุษย์ทันที
       
       เมื่อลงมาถึงโลกมนุษย์ ณ ทางเข้าเมืองพาราณสี พระศิวะได้แปลงกายเป็นชายชราป่วยหนัก ส่วนเทพปาวตีก็แปลงกายเป็นหญิงชราผู้เป็นภรรยาของร่างแปลงพระศิวะ แล้วทั้งสองก็นั่งลงตรงทางเข้าเมืองนั่นเอง
       
       หญิงชราซึ่งแท้จริงแล้ว คือ เทพปาวตี ได้อ้อนวอนร้องขอน้ำจากฝูงชนที่เดินผ่านไปมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า
       
       “ท่านผู้เจริญ ได้โปรดแบ่งอาหารและน้ำให้เราสองผัวเมียบ้างเถิด สามีข้าป่วยหนักใกล้ตายเพราะขาดอาหาร ส่วนข้าก็กระหายน้ำจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว”
       
       หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินมากับสามีของนาง และได้สบสายตาอันน่าเวทนากับหญิงชราโดยบังเอิญ นางจึงกล่าวว่า
       
       “ข้าให้ของเหล่านี้กับพวกเจ้าไม่ได้หรอก เพราะข้าต้องนำอาหารรสเลิศและน้ำบริสุทธิ์ในคนโทไปถวายองค์พระศิวะ เพื่อให้พระองค์อำนวยพรแก่ข้า”
       
       หญิงชราส่งสายตาเว้าวอน พร้อมกับกล่าวว่า “แต่ข้าและสามีกำลังจะตายเพราะขาดน้ำและอาหาร และพระศิวะคงไม่ว่าอะไรกระมังหากท่านจะแบ่งของเหล่านั้นให้กับเราสองคนบ้าง เพราะพระองค์ก็มีของบูชามากมายอยู่แล้ว”
       
       เมื่อสามีของหญิงชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็โกรธมาก เขาตะคอกใส่หญิงชราอย่างหยาบคายว่า
       
       “ชิชะ เจ้าคนโสโครก หากพวกเจ้าได้อาหารชั้นเลิศของข้าไป ข้าจะได้อะไรตอบแทนจากพวกเจ้าบ้าง เจ้ามีปัญญาให้พรข้าเหมือนองค์พระศิวะหรือ เฮอะ แล้วเรื่องอะไรข้าจะต้องแบ่งอาหารให้พวกเจ้าด้วย ถอยไปซะ พวกขัดลาภขัดความสุข”
       
       ดูเหมือนว่าคนอื่นๆ ที่ผ่านไปมาก็คิดไม่ต่างจากสามีภรรยาคู่นี้เท่าไรนัก แทบทุกคนเห็นว่าชายชราและหญิงชราเป็นผู้ทำลายบรรยากษอันเป็นศิริมงคลอย่างไม่น่าอภัย ดังนั้น นอกจากพวกเขาจะไม่แบ่งอาหารและน้ำให้แม้แต่หยดเดียวแล้ว ยังพากันด่าว่าสองผัวเมียชราด้วยถ้อยคำรุนแรงอีกด้วย
       
       “ไปให้พ้นนะ ไม่งั้นข้าจะไปเรียกทหารมาลากตัวพวกแกออกไป คอยดูเถอะ มหาเทพศิวะจะต้องสาปแช่งพวกแกอย่างสาสมแน่ โทษฐานรบกวนผู้ที่จะมาบูชาพระองค์”
       
       บางคนก็กล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า
       
       “หากข้านำน้ำบริสุทธิ์ไปบูชาพระศิวะแล้ว และน้ำในคนโทยังเหลืออยู่สักสองสามหยด ข้าก็จะเอามาให้พวกเจ้า”
       
       เห็นได้ว่าไม่มีใครคิดจะใส่ใจคนชราทั้งสองอย่างจริงจังเลยสักคน
       
       จนกระทั่งมีชายหนุ่มท่าทางมอมแมมคนหนึ่งเดินผ่านมา แต่เขาไม่มีเครื่องบูชามากมายดังเช่นคนอื่นๆ มีเพียงคนโทใส่น้ำอยู่ในมือเท่านั้น เมื่อเห็นชายหนุ่ม หญิงชราก็อ้อนวอนขอน้ำจากเขา
       
       “ขออาหารและน้ำดื่มให้ข้าและสามีของข้าด้วยเถิด”
       
       ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันมามองคนชราผู้น่าเวทนาทั้งสอง
       
       “ข้าไม่มีอาหารดีๆ ให้ตากับยายหรอก มีเพียงน้ำบริสุทธิ์ซึ่งเป็นของดีที่สุดที่ข้าพอจะหามาบูชาแด่พระศิวะได้เท่านั้น” ชายหนุ่มพูด
       
       “แค่น้ำก็ช่วยชีวิตข้าได้แล้ว แค่น้ำก็พอ” หญิงชราครางเสียงแหบแห้ง ชายหนุ่มนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
       
       “อย่างนั้นตากับยายก็เอาไปแบ่งกันดื่มเถิด”
       
       “เจ้าไม่เสียดายน้ำนี่รึ เจ้าไม่อยากนำไปถวายพระศิวะเพื่อขอพรจากพระองค์หรอกหรือ” ชายชราถามขึ้นบ้าง
       
       “ไม่เป็นไรหรอก อันที่จริงข้าก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไร ข้าไม่เคยทำความดี มิหนำซ้ำยังเป็นหัวขโมยที่มักหยิบฉวยของของคนอื่นบ่อยๆ คนอย่างข้าถึงจะนำของดีไปถวายพระศิวะ พระองค์ก็ไม่ทรงเมตตาให้พรแก่ข้า มีแต่จะทรงสาปแช่งด้วยซ้ำ แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นพวกท่านแล้วเกิดความสงสาร อยากจะทำดีแก่คนอื่นบ้าง” ชายหนุ่มตอบพลางช่วยประคองสองสามีภรรยาให้ดื่มน้ำจากคนโทของเขา
       
       ทันทีที่น้ำหยดสุดท้ายหมดจากคนโท ร่างชราของคนทั้งคู่ก็กลับคืนเป็นพระศิวะมหาเทพ และเทพปาวตีดังเดิม ชายหนุ่มตกใจมากถึงกับผงะถอยหลัง
       
       “อย่ากลัวไปเลย ข้าคือศิวะ และนี่คือปาวตี เทพเจ้าอีกองค์หนึ่งบนสรวงสวรรค์” พระศิวะพูดกับชายหนุ่มซึ่งนั่งเบิกตาด้วยความงุนงง “ข้ากับปาวตีแปลงกายเป็นชายและหญิงชราเพื่อลองใจมนุษย์ผู้ดั้นด้นมาบูชาข้า และเจ้าก็ทำให้ข้าได้ประจักษ์ว่า ผู้ที่ทำให้ข้าพอใจและสมควรได้รับพรจากข้อ ต้องเป็นผู้มีความดีงามในจิตใจ มิใช่ผู้ที่ถวายเครื่องบูชาชั้นยอด ฝูงชนมากมายมาเพื่อบูชาข้า แต่มีเจ้าคนเดียวที่ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อไรสิ้นอายุขัยของเจ้าแล้ว ข้าจะต้อนรับเจ้าสู่สรวงสวรรค์”
       
       “แต่เจ้าต้องเลิกเป็นขโมยเสียก่อน” เทพปาวตีกล่าวอย่างอารมณ์ดี
       
       ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็เกิดความปิติยินดีอย่างยิ่ง เขารีบพนมมือขึ้น แล้วกล่าวคำสัญญาต่อมหาเทพศิวะ และเทพปาวตีว่า
       
       “ข้าพระองค์สัญญาว่าจะเป็นคนดีที่คู่ควรกับพรอันประเสริฐของพระองค์ ต่อไปนี้ข้าพระองค์จะเลิกเป็นขโมยอย่างเด็ดขาด และจะตั้งใจทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ”
       
       บทสรุปของผู้แต่ง
       
       เธอควรทำความดีตลอดเวลา ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น ไม่ว่าพระเจ้าหรือเทพเจ้าต่างก็ทรงรักและเมตตาคนดี ดังนั้นพระองค์จึงมักอวยพรให้คนดีประสบแต่สิ่งดีๆ อยู่เสมอ
       
       สำหรับใครที่ไม่ใช่คนดี ก็ไม่เป็นปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อไรเธอถึงจะเป็นคนดี ถ้าเธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมิใช่สิ่งที่ดี เธอก็หยุดเสีย แล้วให้โอกาสตัวเองเริ่มต้นใหม่ ในครั้งแรกๆ เธออาจเกิดความไม่ชอบใจ ทั้งๆ ที่เธอก็สู้อุตส่าห์เปลี่ยนแปลงตนเองถึงขนาดนี้แล้ว แต่เหตุใดไม่มีสิ่งดีๆ ตอบแทนมาบ้าง ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครชื่นชม แต่เธอลองคิดดูเถิด ก่อนที่เธอจะเริ่มทำความดี เธอได้ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นไปมากเท่าไร คนที่เจ็บปวดเพราะเธอ เขาย่อมไม่อยากถูกทำร้ายอีก ดังนั้นเขาจึงต้องปฏิเสธเธอเอาไว้ก่อน นี่เป็นเรื่องปกติที่ย่อมเกิดกับคนเพิ่งเริ่มทำความดีอยู่แล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม เธอต้องคิดให้ได้ว่า ทำไมเธอถึงอยากทำความดี นั่นเพราะเธออยากอยู่อย่างสบายใจมิใช่หรือ ดังนั้น อย่ายอมแพ้ จงมีจุดยืนเป็นของตนเอง และเฝ้าทำความดีตลอดไป แม้วันนี้จะไม่มีใครมองเห็น แต่สักวันอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น วันที่ใครๆ ก็มีความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเธอ ถ้าวันนั้นมาถึง เธอจะรู้ว่า การทำความดีเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างนี้นี่เอง
       
โพสเมื่อ : 24 มี.ค. 2556,14:27   อ่าน 1645 ครั้ง