นิทาน
นิทานสอนใจ : ผลมะม่วงกับมงกุฎพระราชา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองเขษมธานี มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าพรหมจักร เป็นผู้ปกครองดูแล และมีพระนางสร้อยระย้า เป็นพระราชินีคู่บารมีของพระองค์
       
       วันหนึ่ง พระเจ้าพรหมจักรทรงมีพระประสงค์จะเสด็จประพาสชมธรรมชาตินอกพระราชวังเป็นการส่วนพระองค์กับพระนางสร้อยระย้า จึงมีรับสั่งให้จัดขบวนเสด็จอย่างเรียบง่าย แล้วเคลื่อนขบวนออกจากพระราชวังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาของประชาชน จนเมื่อเข้าเขตป่าใหญ่ พระเจ้าพรหมจักรก็รับสั่งให้หยุดพักขบวน แล้วเสด็จชมความงานของพันธุ์ไม้ในบริเวณนั้นอย่างเบิกบานพระทัย
       
       ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีชายยากจนข้นแค้นคนหนึ่งเดินเตร็ดเตร่มาใกล้ๆ กับบริเวณที่ขบวนเสด็จของพระเจ้าพรหมจักรหยุดพักอยู่ ชายยากจนคนนั้น กำลังหิวโหยมาก เขาไม่ได้กินอะไรมาแล้วสามวัน และใกล้จะหมดแรงเต็มที ไม่เพียงแค่นั้น ลูกๆ ของเขาที่รอคอยอยู่ที่บ้านก็กำลังจะอดตายเช่นเดียวกัน
       
       ชายยากจนทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างหมดหวัง น้ำตาไหลรินเมื่อนึกถึงลูกๆ
       
       “ท่านเทวดาอารักษ์ แม้ข้าจะมิใช่ผู้ที่ทำประโยชน์ให้ใครมากมาย แต่ข้าก็ไม่เคยเบียดเบียนใคร ข้ายากจนก็จริง แต่ข้าทำงานหนัก ไม่เคยลักขโมยใครเลยสักครั้ง แล้วเหตุใดจึงไม่เมตตาช่วยเหลือข้าบ้างเล่า” ชายยากจนตัดพ้อด้วยความน้อยใจ แต่แล้ว แววตาที่เคยหมองเศร้าก็เกิดประกายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาเห็นมะม่วงผลงามชูช่ออยู่ไกลๆ
       
       “โอ ถ้านี่คือความช่วยเหลือของท่านเทวดา ข้าก็ขอกราบขอบพระคุณท่านด้วย ดีจริงๆ ที่ต้นไม้ในบริเวณนี้ไม่มีเจ้าของ ถ้าเราได้มะม่วงผลงามเหล่านี้ไปฝากลูกๆ ที่บ้านสักคนละสองผล ลูกๆ ของเราคงจะดีใจมาก และรอดพ้นความตายไปได้”
       
       คิดได้ดังนั้น ชายยากจนก็เก็บก้อนหินขนาดเหมาะมือขึ้นมาหลายก้อน แล้วปาไปที่บรรดาผลมะม่วงสุกซึ่งเขาหมายตาเอาไว้ แต่ชายยากจนหารู้ไม่ว่า ก้อนหินก้อนหนึ่งนั้น กระเด็นไปโดนมงกุฎของพระเจ้าพรหมจักรเข้าด้วย
       
       ฝ่ายพระเจ้าพรหมจักรซึ่งกำลังทอดพระเนตรกล้วยไม้ป่าอย่างสนพระทัยเมื่อมีก้อนหินลึกลับกระเด็นมาโดนมงกุฎของพระองค์เข้าอย่างแรงก็มิได้ทรงพิโรธแต่ประการใด กลับทรงวางเฉย และยกพระหัตถ์ขึ้นเพื่อขยับมงกุฎเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จมาด้วยรู้สึกโกรธแค้นแทนเจ้าเหนือหัวของตนอย่างมาก จึงมีคำสั่งให้ทหารออกตามหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อนำตัวไปลงโทษให้ได้ เรื่องนี้กระทำกันอย่างลับๆ และพระเจ้าพรหมจักรก็ไม่ทรงทราบแต่ประการใด
       
       แต่สุดท้าย ความก็ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าพรหมจักรจนได้ ซึ่งวันที่ทรงทราบเรื่องดังกล่าว ก็เป็นวันที่ชายยากจนจะต้องถูกลงโทษประหารชีวิตพอดี ดังนั้นพระองค์และพระนางสร้อยระย้าจึงรีบเสด็จไปที่แดนประหารเพื่อห้ามไม่ให้มีการลงโทษชายยากจน ทำให้ข้าราชบริพารพากันคัดค้านเสียงเซ็งแซ่
       
       “แม้มันผู้นี้จะมิได้ตั้งใจปาก้อนหินใส่พระองค์ แต่ความประมาทของมันก็ทำร้ายพระองค์ไปแล้ว ชาวบ้านผู้ต่ำต้อยบังอาจทำร้ายพระราชาเป็นความผิดมหันต์ พวกกระหม่อมมิเห็นควรว่าพระองค์จะทรงให้อภัยในความผิดของมันเลยสักนิด” เสนาบดีผู้พิพากษาคดีกราบทูลพระเจ้าพรหมจักร
       
       “มีลูกคนไหนไม่มีความหมายกับพ่อของเขาบ้าง” พระเจ้าพรหมจักรตรัส “แม้แต่ลูกที่เลวที่สุด คนเป็นพ่อก็ยังตัดไม่ได้ พวกท่านเองก็รักและเทิดทูนเรา เพราะเรามีความรักให้กับพวกท่านและประชาชน เสมือนความรักที่พ่อมีให้แก่ลูกมิใช่หรือ ดังนั้น จะไม่มีชาวบ้านคนไหนต่ำต้อยเกินไปจนหาความเมตตาจากเราไม่ได้หรอก” แล้วพระเจ้าพรหมจักรก็หันไปทางชายยากจนซึ่งหมอบอยู่ด้วยร่างกายที่สั่นเทา แล้วตรัสถามว่า
       
       “เจ้าได้มะม่วงไปกี่ผล”
       
       “ข้าพระองค์ได้มะม่วงไปทั้งหมด 10 ผลพระเจ้าค่ะ” ชายยากจนตอบเสียงสั่น
       
       “เจ้าเอามะม่วงไปทำอะไรมากมายขนาดนั้น” พระเจ้าพรหมจักรตรัสถามอีก
       
       “ข้าพระองค์เป็นคนยากจน แต่มีลูกมากถึงห้าคน และลูกๆ ของข้าพระองค์ก็อดอาหารมาแล้วหลายวัน ดังนั้นเมื่อเห็นมะม่วงผลงาม ข้าพระองค์ก็นึกถึงลูกๆ จึงเก็บไปให้พวกเขาคนละสองผลพระเจ้าค่ะ” ชายยากจนตอบอย่างตื่นกลัว
       
       พระเจ้าพรหมจักรฟังปัญหาของชายยากจนแล้วรู้สึกสะท้อนพระทัย หลังจากทรงนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงทรงหันไปตรัสถามเสนาบดีผู้พิพากษาคดีว่า “คนที่กินแค่มะม่วงจะหายหิวได้อย่างไรกัน”
       
       เสนาบดีผู้พิพากษาคดีตอบว่า “พอจะหายหิวได้บ้างพระเจ้าค่ะ อย่างน้อยก็หนึ่งวัน”
       
       พระเจ้าพรหมจักรจึงตรัสต่อว่า “การที่เขาได้ขว้างก้อนหินไปที่ต้นมะม่วงเพื่อเอามะม่วงมารับประทานช่วยให้เขาหายหิวได้หนึ่งวัน แต่หินก้อนนั้นกลับกระเด็นมาโดนศีรษะของเรา ถ้าอย่างนั้นจงละเว้นโทษแก่เขา แล้วให้เสนาบดีฝ่ายพระคลังเบิกอาหารมามอบให้เขาไปตลอดชีวิต”
       
       เหล่าข้าราชบริพารเมื่อได้ฟังดังนั้นต่างคนต่างก็อุทานเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ
       
       “พระอาญามิพ้นเกล้าฯ ชายคนนี้เป็นผู้ทำร้ายพระองค์ แล้วเหตุใดพระองค์จึงพระราชทานอาหารแก่เขามากมายขนาดนั้นพระเจ้าค่ะ” เสนาบดีผู้พิพากษาคดีทูลถามอย่างสงสัย
       
       พระเจ้าพรหมจักรไม่ตรัสตอบ ทรงหันไปตรัสถามพระนางสร้อยระย้าแทนว่า
       
       “พระนางผู้เป็นยอดดวงใจเรา ระหว่างคนกับต้นไม้ เจ้าว่าสิ่งใดประเสริฐกว่ากัน”
       
       พระนางสร้อยระย้าทูลตอบทันทีว่า “ต้องเป็นมนุษย์อยู่แล้วเพคะ เพราะมนุษย์มีสติปัญญา แต่ต้นไม้ไม่มี”
       
       พระเจ้าพรหมจักรจึงตรัสถามต่อว่า “แล้วระหว่างเรากับมนุษย์ทั่วไปเล่า”
       
       “พระองค์ทรงเป็นเจ้าเหนือหัว เป็นผู้ปกครองดูแลพสกนิกร ดังนั้นพระองค์ย่อมทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์ทั้งหลาย และทรงคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใดเพคะ” พระนางสร้อยระย้าทูลตอบอีกครั้ง
       
       เมื่อทุกคนได้ฟังคำตอบของพระนางสร้อยระย้าก็เริ่มคิดได้ พระเจ้าพรหมจักรปล่อยให้แต่ละคนใช้ความคิดของตนเองตรึกตรองดูก่อนครู่หนึ่ง จึงค่อยทรงอธิบายให้ข้าราชบริพารทุกคนเข้าใจตรงกันว่า
       
       “ชาวบ้านผู้น่าสงสารคนนี้ขว้างก้อนหินเพื่อเอามะม่วงไปให้ลูกๆ ของเขารับประทาน และท่านเสนาบดีก็บอกเราว่า มะม่วงมีค่าทำให้คนหายหิวได้หนึ่งวัน แต่เมื่อหินก้อนนั้นบังเอิญมาโดนเราซึ่งเป็นมนุษย์ และเป็นพระราชาด้วยแล้ว สิ่งที่ชายผู้นี้ได้รับจึงน่าจะต้องมีค่ามากกว่ามะม่วงที่ทำให้เขาหายหิวได้เพียงหนึ่งวันมิใช่หรือ ดังนั้นเราจึงมอบอาหารที่ทำให้เขาหายหิวได้ไปตลอดชีวิตอย่างไรเล่า”
       
       เมื่อข้าราชบริพารได้ฟังเหตุผลดังกล่าว ก็ไม่มีใครทูลคัดค้านพระองค์อีก ส่วนชายยากจนเมื่อพ้นโทษไปแล้ว ก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ฟังจนทั่ว ชาวบ้านทุกคนจึงยิ่งรักและเทิดทูนพระเจ้าพรหมจักรมากขึ้น เพราะความเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชนของพระองค์นั่นเอง
       
       บทสรุปของผู้แต่ง
       
       การที่เราคนใดคนหนึ่งจะมีชีวิต มีลมหายใจ มีความนึกคิด มีความรู้สึกได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องแลกมาด้วยน้ำตา โลหิต และความเจ็บปวดจากแม่ของเรา ดังนั้น ชีวิตเราทุกคนจึงมีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินหาความมากน้อยได้
       
       แต่ในทุกวันนี้ หลายคนกลับมองข้ามเรื่องดังกล่าวไปอย่างน่าเสียดาย คนบางคนทำตัวไร้ค่าเพราะคิดว่าคงไม่มีใครเห็นคุณค่าของเขา ทั้งๆ ที่ตัวเราเองก็ไม่เคยมองเห็นคุณค่าในตนเองแม้แต่น้อย แล้วอย่างนี้จะมีใครเห็นคุณค่าของเขาได้
       
       ขณะที่บางคน ก็สำคัญตัวผิด คิดว่าตนเองสำคัญและมีคุณค่าเพียงผู้เดียว ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีความหมาย คนที่คิดแบบนี้ แท้จริงแล้ว ไม่ใช่คนมีคุณค่าอะไร เพราะการสำคัญตัวผิดมักทำให้คน ๆ นั้นเห่อเหิม ชอบดูถูกคนอื่น ไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้เกียรติใคร แต่ในขณะเดียวกันคนประเภทนี้ก็น่าสงสาร เพราะเขาจะไม่ไว้ใจใครเลยนอกจากตัวเอง และก็ไม่มีใครสักคนยอมไว้ใจเขาจริง ๆ ถ้าเธอเจอคนแบบนี้ ลองถามเขาดูเถิดว่า เขาจะยังสำคัญกว่าใครๆ อีกไหม หากต้องมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เพียงคนเดียว
       
       ดังนั้นเมื่ออุตส่าห์ได้เกิดมาทั้งทีแล้ว ก็จงทำชีวิตของเธอให้มีสาระ ปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีการศึกษา เรียนรู้ที่จะใช้ความดีงามหล่อเลี้ยงชีวิตตนเองและเผื่อแผ่ไปถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ทำให้หนึ่งชีวิตของเธอมีความหมายต่อชีวิตของใคร ๆ หลายคน ถ้าเธอทำได้เช่นนี้ แม้คนบางคนจะมองไม่เห็นคุณค่าของเธอก็ไม่เป็นไร เพราะเธอย่อมรู้ดีว่า ตัวเองมีคุณค่ามากมายแค่ไหน นี่ต่างหาก ที่สำคัญ
โพสเมื่อ : 24 มี.ค. 2556,14:25   อ่าน 1924 ครั้ง